FIFO (เข้าก่อนออกก่อน) คิดต้นทุนของที่ขายจากล็อตที่ซื้อเข้ามาก่อน ส่วนถัวเฉลี่ยคิดจากราคาเฉลี่ยของของที่มีอยู่ ทั้งสองวิธีใช้ได้ตามมาตรฐานการบัญชี เมื่อราคาซื้อเปลี่ยน กำไรขั้นต้นของแต่ละงวดจะออกมาต่างกัน และเมื่อเลือกวิธีแล้วต้องใช้ต่อเนื่อง จะเปลี่ยนต้องได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากร (ประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (5))
ตัวอย่างเดียวกัน คิดสองวิธี
ร้านซื้อสินค้าเข้ามาสองครั้ง ครั้งแรก 100 ชิ้น ชิ้นละ 10 บาท ครั้งที่สอง 100 ชิ้น ชิ้นละ 12 บาท แล้วขายไป 150 ชิ้น
| FIFO | ถัวเฉลี่ย | |
|---|---|---|
| ต้นทุนของที่ขาย 150 ชิ้น | 100 × 10 + 50 × 12 = 1,600 | 150 × 11 = 1,650 |
| สินค้าคงเหลือ 50 ชิ้น | 50 × 12 = 600 | 50 × 11 = 550 |
ช่วงที่ราคาซื้อสูงขึ้น FIFO ให้ต้นทุนต่ำกว่าและกำไรขั้นต้นสูงกว่าในงวดนั้น ช่วงราคาลงจะกลับกัน เมื่อขายของหมด ต้นทุนรวมของทั้งสองวิธีเท่ากัน ต่างกันแค่ว่ารับรู้ในงวดไหน
ถัวเฉลี่ยเคลื่อนที่
ระบบส่วนใหญ่ รวมถึง Magbiz คิดถัวเฉลี่ยแบบเคลื่อนที่ คือคำนวณราคาเฉลี่ยใหม่ทุกครั้งที่รับของเข้า ไม่ต้องรอสิ้นเดือน ต้นทุนของแต่ละบิลจึงรู้ทันทีที่ขาย
ควรเลือกแบบไหน
- FIFO เหมาะกับสินค้าที่มีวันหมดอายุหรือขายของเก่าก่อนจริง ต้นทุนตรงกับของที่ออกไป และเห็นต้นทุนตามล็อตที่ซื้อ
- ถัวเฉลี่ย เหมาะกับสินค้าจำนวนมากที่ราคาค่อนข้างนิ่ง ติดตามง่าย ตัวเลขต้นทุนไม่กระโดดตามล็อต
- ต้นทุนมาตรฐาน เหมาะกับธุรกิจที่ตั้งต้นทุนไว้ล่วงหน้า แล้วดูส่วนต่างจากต้นทุนจริง
ข้อกำหนดที่ควรรู้
- ทางภาษี ราคาสินค้าคงเหลือใช้ราคาทุนหรือราคาตลาด แล้วแต่อย่างใดจะต่ำกว่า (มาตรา 65 ทวิ (5))
- เลือกวิธีคิดราคาทุนแล้วต้องใช้วิธีนั้นตลอดไป เปลี่ยนได้เมื่อได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากร
- มาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 2 เรื่องสินค้าคงเหลือ ไม่อนุญาตวิธีเข้าหลังออกก่อน (LIFO)
คิดต้นทุนใน Magbiz
- Magbiz Trade เลือกได้ทั้ง FIFO ถัวเฉลี่ย และต้นทุนมาตรฐาน — วิธีของแต่ละแพ็กเกจดูได้ในตารางเทียบแพ็กเกจ
- ต้นทุนคิดแยกตามสินค้าและคลัง ตัดต้นทุนทันทีที่ขาย ดูกำไรขั้นต้นได้รายสินค้า
- เมื่อมีรายการเคลื่อนไหวแล้วระบบไม่ให้เปลี่ยนวิธีคิดต้นทุน ตรงกับหลักที่ต้องใช้วิธีเดิมต่อเนื่อง
ข้อมูลทั่วไปตามกฎหมาย ณ วันที่ปรับปรุงบทความ เพื่อให้เข้าใจภาพรวม ไม่ใช่คำปรึกษาด้านภาษี กรณีของกิจการควรสอบถามสำนักงานสรรพากรพื้นที่หรือผู้ทำบัญชี